สาระน่ารู้

Slide
previous arrow
next arrow

คปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับ
และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

คปภ.มีหน้าที่หลักดังนี้

– กำกับดูแลตรวจสอบบริษัทประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนดเช่น ความมั่นคงทางด้านการเงินของบริษัทั้งในและต่างประเทศ
– ให้ความคุ้มครองสิทธิประโยน์ของผู้เอาประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
– ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจประกันภัย เช่นพิจารณาและให้การอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่บริษัทประกันภัยขออนุญาต รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนให้ความสำคัญถึงประโยชน์ของการมีประกันภัย
– ควบคุมดูแลตัวแทนและนายหน้า ให้มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเช่นให้มีการอบรมตามวาระการต่ออายุบัตรนายหน้า รวมทั้งด้านจริยธรรมของนายหน้าด้วย

ช่องทางติดต่อ คปภ.
– สายด่วน คปภ.: 1186
เว็บไซต์ : www.oic.or.th
Line Official : @OICConnect (คปภ.รอบรู้)
ร้องเรียนออนไลน์ : oiceservice.oic.or.th


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย
(Insurance Complaint Center : ICC)

มีภารกิจหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนเกี่ยวกับการประกันภัย โดยประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • ร้องเรียนประกันวินาศภัย, ร้องเรียนประกันชีวิต และ ร้องเรียนตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย ในเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. นี้
    https://complaintportal.oic.or.th/
  • ยื่นหนังสือร้องเรียน หรือยื่นผ่านหน่วยงานอื่น และ
  • ประชาชนสามารถยื่นผ่านทางไปรษณีย์มายังสำนักงาน คปภ. หรือร้องเรียนด้วยตนเองที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (Insurance Complaint Center : ICC) ตั้งอยู่ที่สำนักงาน คปภ.ในส่วนกลาง และสำนักงาน คปภ. ภาค/เขต/จังหวัด ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

ขั้นตอนการพิจารณาข้อร้องเรียนและดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย

number one
เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วให้เจ้าหน้าดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (E-Mail) ไปถึงผู้มีอำนาจของบริษัทประกันภัยเพื่อมาพบเจ้าหน้าที่และชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมแนบคำร้อง/เอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือไฟล์เอกสารคำร้อง/เอกสารที่เกี่ยวข้อง
number one
เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยเร็ว
number one
กรณีมีความจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ร้องเรียนและบริษัทเพื่อหาข้อยุติ หากจำเป็นต้องรับฟังคำพยานภายนอก หรือจากหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานอื่น ให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงไปยังพยานภายนอก หรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นลายลักษณ์อักษร และหากได้พยานหลักฐานเอกสารครบแล้วให้สรุปประเด็นทั้งหมดและเชิญผู้ร้องเรียนมาหารืออีกครั้ง
number one
ให้เจ้าหน้าที่แจ้งคู่กรณีทุกฝ่ายมาพร้อมกันเพื่อหาแนวทางประนอมข้อพิพาท หากสามารถตกลงกันได้ในประเด็นที่พิพาทข้อใดก็ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ การจัดทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในประเด็นที่พิพาทนั้น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรตามที่กฎหมายกำหนด
number one
กรณีเจ้าหน้าที่ดำเนินการพิจารณาเรื่องร้องเรียนแล้ว หากคู่กรณีตกลงยุติข้อพิพาทกันไม่ได้ และเป็นกรณีที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ให้เจ้าหน้าที่สอบถามคู่กรณีว่าประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ชำนาญการหรือไม่ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ชำนาญการต่อไป


ประกันรถยนต์แต่ละชั้นแตกต่างกันอย่างไร

  • ประกันชั้น 1
    ให้ความคุ้มครองสูงสุด ครอบคลุมเกือบทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ถอยชนเสา, ก้อนหินดีดกระจก), รถหาย, ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม เหมาะสำหรับรถใหม่ รถยนต์ที่ยังมีภาระการผ่อนชำระ คนขับมือใหม่เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ หรือผู้ที่ต้องใช้รถเป็นประจำเพื่อความสบายใจสูงสุด
  • ประกันชั้น 2+
    คุ้มครองคล้ายชั้น 1 เกือบทุกอย่าง แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น (รถชนรถเท่านั้น) คุ้มครองการเคลมซ่อมรถเราและรถคู่กรณีได้ และยังคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ด้วย เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ขับรถชำนาญแล้ว และช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับประกันชั้น 1
  • ประกันชั้น 3+
    เหมือนกับชั้น 2+ ทุกประการ แต่จะ ไม่คุ้มครอง กรณีรถหายหรือไฟไหม้ เหมาะสำหรับรถที่เริ่มมีอายุ หรือจอดในที่ปลอดภัยและไม่กังวลเรื่องการโจรกรรม
  • ประกันชั้น 2
    เน้นคุ้มครองรถคู่กรณี และคุ้มครองรถเราเฉพาะกรณี รถหายหรือไฟไหม้ เท่านั้น (ไม่ซ่อมรถเราจากการชน) ปัจจุบันคนนิยมใช้น้อยลงเพราะส่วนใหญ่จะเพิ่มเงินอีกนิดเพื่อไปทำชั้น 2+
  • ประกันชั้น 3
    คุ้มครองเฉพาะ ทรัพย์สินและร่างกายของคู่กรณี เท่านั้น ไม่ซ่อมรถเราในทุกกรณี เหมาะสำหรับรถเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือต้องการมีติดไว้เพื่อลดความเสี่ยงเวลาไปเฉี่ยวชนรถคันอื่น

    หมายเหตุ สำหรับประกันชั้น 2+ และ 3+ จะซ่อมรถเราก็ต่อเมื่อเป็นการชนแบบ “มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก” (รถชนรถ) เท่านั้น

ข้อควรพิจารณาในการเลือกประกัน
1. อายุรถ : รถใหม่ควรเลือกประกันชั้น 1 ส่วนรถเกิน 7-10 ปี อาจพิจารณาเป็นชั้น 2+ หรือ 3+
2. พฤติกรรมการขับขี่ :
– หากมีความเสี่ยงที่จะเคลมแบบไม่มีคู่กรณี เช่น เฉี่ยวชนกำแพง,เสาไฟ ฯ บ่อยๆ ประกันชั้น 1 จะตอบโจทย์ที่สุด
– ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และต้องการความคุ้มครองเกือบเท่าชั้น 1 ทั้งได้ความประหยัด ประกันชั้น 2+ จะเหมาะมาก
– ผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่ และไม่กังวลเรื่องรถหาย-ไฟไหม้ กับรถที่มีอายุไม่มากนัก ประกันชั้น 3+ น่าสนใจ เพราะคุ้มครองการซ่อมรถเราและรถคู่กรณีหากเกิด การเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก
– ประกันชั้น 3 เหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญ แต่ให้คุ้มครองเฉพาะรถคู่กรณีเท่านั้น เหมาะสำหรับรถที่มีอายุมากหรือรถที่ไม่ค่อยใช้งาน
3. งบประมาณ : เป็นปัจจัยสำคัญมาก หากต้องการประหยัดเบี้ยประกันถูก แต่อยากได้ความอุ่นใจกรณีรถชนรถทั้งคุ้มครองรถหาย-ไฟไหม้ ประกันชั้น 2+ เป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนผู้ที่ต้องการความประหยัดมาก ๆ และไม่เน้นเรื่องความคุ้มครองเรื่องรถหาย-ไฟไหม้ ประกันชั้น 3+ จะตอบโจทย์ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเลือกแบบประกันอาจขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้เอาประกันแต่ละท่านด้วย

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครอง

ประเภทประกันซ่อมรถเราซ่อมรถคู่กรณีรถหาย/ไฟไหม้ตัวบุคคล (เรา+คู่กรณี)
ชั้น 1
ชั้น 2+✅*
ชั้น 3+✅*
ชั้น 2
ชั้น 3

พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร?

พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คือ การประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องทำไว้ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับคน (ผู้ประสบภัย) ว่าจะได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนของ “ตัวรถ”

1. ใครบ้างที่ได้รับความคุ้มครอง?

พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครอง “คน” ทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุจากรถ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ผู้ขับขี่
  • ผู้โดยสาร
  • คนเดินเท้า

2. สิทธิประโยชน์และความคุ้มครอง (อัปเดตล่าสุด)

ความคุ้มครองแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันทีไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) และ ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน (จ่ายหลังพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก)

ค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับภายใน 7 วัน)

จ่ายให้ก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น :

  • ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง): สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  • การเสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวร: 35,000 บาท
  • หากบาดเจ็บแล้วต่อมาเสียชีวิต รวมกันได้รับไม่เกิน 65,000 บาท

ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน (กรณีเป็น “ฝ่ายถูก”)

เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก จะได้รับวงเงินเพิ่มเติมรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้น ดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง): สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท
  • เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง: 500,000 บาท
  • สูญเสียอวัยวะ: 200,000 – 500,000 บาท (ตามความรุนแรง)
  • เงินชดเชยรายวัน (กรณีค้างคืนในโรงพยาบาล): 200 บาท/วัน (สูงสุดไม่เกิน 20 วัน)

3. สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อใช้สิทธิ พ.ร.บ.

  1. แจ้งความ: ลงบันทึกประจำวันกับตำรวจเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
  2. เตรียมเอกสาร:
    • สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบภัย
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • ใบรับรองแพทย์ / ใบมรณบัตร (กรณีเสียชีวิต)
    • บันทึกประจำวันของตำรวจ
  3. ติดต่อบริษัทประกัน: ยื่นเรื่องภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เกิดเหตุ

4. ถ้าไม่ทำ พ.ร.บ. จะเกิดอะไรขึ้น?

  • โทษปรับ : กฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  • ต่อภาษีไม่ได้ : หากไม่มีหางตั๋ว พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ประจำปี (ป้ายสี่เหลี่ยม) ได้
  • ต้องจ่ายเอง : หากเกิดอุบัติเหตุ เจ้าของรถต้องควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยให้คู่กรณีเองทั้งหมด ซึ่งอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท

ข้อควรรู้: พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะ “คน” เท่านั้น หากต้องการคุ้มครอง “ตัวรถ” (เช่น รถชนบุบ รถหาย ไฟไหม้) เจ้าของรถต้องซื้อ “ประกันภัยภาคสมัครใจ” (ชั้น 1, 2+, 3+,3) เพิ่มเติม